วัยทำงาน

หนีห่าง…คอมพิวเตอร์ซินโดรม

  • 19 กันยายน 2562
  • 0 ครั้ง

หนุ่มสาวออฟฟิศและเด็กที่ใช้ชีวิตติดคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานไม่ว่าจะทำงาน หรือเล่มเกมหากมีปวดศีรษะ  ปวดเมื่อย  ปวดหลังปวดไหล่  ปวดต้นคอ  รวมทั้งอาการผิดปกติของสายตานั่นเป็นสัญญาณบอกว่ากำลังเสี่ยงเป็นคอมพิวเตอร์ซินโดรม (Computer Syndrome)

โรคที่มักมากับคอมพิวเตอร์ 

  • ปวดมือ  เพราะต้องใช้เมาส์ในการขยับมือกดคลิกหรือเลื่อนพิมพ์งานมากๆ  ทำให้เกิดอาการเมื่อยหรือชานิ้วฝ่ามือทำให้กระดูกข้อมือนิ้ว เจ็บปวดและเสื่อมเกิดการอักเสบของพังผืดบริเวณข้อมือ
  • ปวดหลัง  เนื่องจากการนั่งในท่าเดิม  เป็นเวลานาน โดยไม่เปลี่ยนท่า กล้ามเนื้อหลังตั้งแต่บ่าสะบัก และกล้ามเนื้อ 2 ข้างของกระดูกสันหลังจะมีการหดเกร็งตัวเพื่อให้อยู่ในท่าเดิมตลอดเวลา
  • โรคขาดสารอาหาร  เกิดจากรับประทานอาหารไม่ครบ  5  หมู่  หรือไม่ถูกต้องตามหลักอาหารไม่ครบ  5  หมู่  หรือไม่ถูกต้องตามหลัก
  • โรคกระเพาะอาหาร  เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์นาน  รับประทานอาหารไม่เป็นเวลาทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและมีอาการปวดท้อง
  • โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เกิดจากการกลั้นปัสสาวะ โดยเฉพาะผู้หญิง
  • โรคตาจากจอคอมพิวเตอร์  (Computer Vision Syndrome)  มีอาการปวดตา แสบและเจ็บตาตาพร่า เมื่อยตา และระคายเคืองตาอาการเหล่านี้เป็นอาการชั่วคราวแต่หากเป็นบ่อยๆจะเกิดอันตรายขึ้นได้ถ้าใครที่รู้ตัวเองว่าคอมพิวเตอร์ซินโดรม  ให้ปรับอุปกรณ์การทำงานและคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในแต่ละวัน ดังนี้

เก้าอี้  ควรเป็นขนาดที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลสะโพก หัวเข่า ข้อเท้าควรทำมุมอย่างน้อย 90 องศา พนักพิงจะต้องสัมผัสกับแผ่นหลังโดยสมบูรณ์  และที่เท้าแขนสามารถช่วยพยุงแขนขณะใช้คีย์บอร์ดหรือต่ำกว่าระดับสายตา สามารถปรับความสูงได้และควรใช้จอกรองแสงเพื่อป้องกันแสงจ้าและรังสี

คีย์บอร์ดและเมาส์  ควรวางในระยะห่างและความสูงที่พอเหมาะ ปล่อยแขนตามธรรมชาติและให้ข้อศอกอยู่ใกล้ตัว จะช่วยให้เกิดมุมที่เหมาะสมระหว่างข้อศอกและข้อมือ

ถาดวางคีย์บอร์ดและเมาส์  ต้องมั่นคงแข็งแรง โดยข้อมืออยู่ในตำแหน่งกลาง  สามารถวางที่พักข้อมือได้

ที่พักข้อมือ  ต้องปราศจากขอบที่แข็งหรือคม หน้ากว้างเพียงพอแก่การพยุงข้อมือและฝ่ามือ

โคมไฟ  ให้แสงสว่างพอเพียง  เพื่อลดแสงจ้าบนเอกสารหรือบนจอคอมพิวเตอร์

ทางที่ดีควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถ พักสายตาและยืดเส้นยืดสาย บริหารร่างกาย ก็จะช่วย ลดความเมื่อยล้าได้

© DEPARTMENT OF HEALTH : MINISTRY OF PUBLIC HEALTH

ดาวน์โหลด eBook สุขภาพ

แหล่งข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสุขภาพพร้อมให้คุณดาวน์โหลดไปศึกษาฟรี!