การเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนการวิ่ง

  • 24 พฤษภาคม 2562
  • 50 ครั้ง

ด้วยสถานการณ์สุขภาพในปัจจุบัน คนไทยทุกกลุ่มวัยต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นภัยเงียบที่สำคัญทำให้ประชากรไทยเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น โดยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญมาจากการมีพฤติกรรมสุขภาพไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ/มีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากขึ้น

การวิ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้กำลังกายมากกว่าการออกกำลังกายประเภทอื่น ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิ่งระยะไกลหรือมาราธอน เนื่องจากร่างกายต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีความพร้อมอย่างมากสำหรับกิจกรรมดังกล่าว โดยก่อนวิ่งต้องเตรียมความพร้อมของร่างกาย อุปกรณ์ และจิตใจ เพื่อให้พร้อมรองรับกับกิจกรรมดังกล่าว และเพื่อเป็นการลดโอกาสของการเกิดการบาดเจ็บจากการวิ่งได้

ศูนย์อนามัยที่ ๔ สระบุรี ได้เล็งเห็นความสำคัญของเรื่องดังกล่าว จึงจัดทำสื่อวิดีโอ เรื่องการเตรียมความพร้อมก่อนการวิ่ง เพื่อแนะนำข้อมูลความรู้ให้ประชาชนสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามได้ ซึ่งชุดสื่อนี้เป็นสื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อนำเสนอข้อแนะนำในการเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย อุปกรณ์และจิตใจ ก่อนวิ่ง โดยเป็นสื่อที่มีความง่ายต่อการเข้าถึง เข้าใจ และนำไปใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัย รวมทั้งมีความน่าสนใจ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย

ขั้นตอนเตรียมความพร้อม กระชับ  ฉับไว

  • เตรียมใจ กำลังใจพร้อม  มาเป็นลำดับแรก
  • เตรียมร่างกายให้พร้อม ฝึกซ้อม หากต้องวิ่งระยะไกล  ต้องซ้อมและลงวิ่งให้ร่างกายพร้อม
  • อุปกรณ์ ร่างกายพร้อม  จิตใจพร้อม  อุปกรณ์ต้องพร้อม  รองเท้าต้องพอเหมาะ  ไม่คับ  หรือหลวมจนเกินไป
  • ก่อนวิ่ง งดอาหารก่อนวิ่งอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
  • การหายใจ หายใจทางปาก โดยใช้ท้องควบคุมการหายใจเป็นจังหวะ “เข้า เข้า ออก ออก” หรือ “เข้า เข้า เข้า ออก ออก ออก” ไม่ควรหายใจ “เข้า-ออก” ถี่ๆ เพราะจะทำให้ได้รับอากาศไม่เต็มที่ระหว่างวิ่ง
  • เทคนิคการวิ่งลงเท้า มีด้วยกัน 3 แบบ การวิ่งลงส้นเท้า, การวิ่งลงฝ่าเท้า,การวิ่งลงปลายเท้า จำประโยคหลักไว้ว่า“วิ่งช้าให้วิ่งลงส้น วิ่งเร็วให้ลงปลายเท้า”

สุขภาพดี  ไม่มีขาย  อยากได้ต้องลงมือทำ

การวิ่งอย่างถูกหลัก  ทำให้สุขภาพแข็งแรง

ศูนย์อนามัยที่ 4 สระบุรี กรมอนามัย

10 พฤศจิกายน 2561

© DEPARTMENT OF HEALTH : MINISTRY OF PUBLIC HEALTH